พัฒนา กลยุทธ์การตลาด เพื่อเพิ่มรายได้ในช่วง Non-campaign Season สำหรับธุรกิจ eCommerce

January 25, 2025

Graas

ยอดขายสูงสุดในช่วงเทศกาลสำคัญมักเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแคมเปญ

อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นเพียงช่วงพีคของยอดขาย อาจทำให้แบรนด์พลาดโอกาสสำคัญในการวางรากฐานในช่วง Non-campaign Season และสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี

การพัฒนา กลยุทธ์การตลาด สำหรับทั้งช่วงแคมเปญและ Non-campaign Season เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ธุรกิจยังคงมีกำไร

ในบล็อกนี้ คุณจะได้สำรวจความสำคัญของการมีกลยุทธ์การตลาดทั้งในช่วงพีคและช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลแคมเปญ รวมถึงองค์ประกอบสำคัญที่ควรมี

กลยุทธ์ช่วง Campaign Season 

ผู้บริโภคมีแนวโน้มตอบรับแคมเปญโปรโมชั่นมากขึ้นในช่วงวันหยุดและฤดูกาลพีค การปรับ กลยุทธ์การตลาด และความพยายามทางโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับแนวโน้มตามฤดูกาลช่วยเพิ่มยอดขายและการมีส่วนร่วม

นี่คือ 2 ขั้นตอนที่ช่วยให้ช่วง Campaign Season ทำกำไรได้มากขึ้น:

1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดให้สูงสุด

การใช้โอกาสจากวันหยุดและอีเวนต์พิเศษหมายถึงการสร้างแคมเปญที่ตรงเป้าหมายสูง (Hyper-targeted) เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มตอบรับข้อความทางการตลาดของคุณมากขึ้น

สามช่องทางการตลาดสำคัญที่ช่วยยกระดับการตลาดช่วงพีคซีซั่น ได้แก่:

Email marketing 

อีเมลเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหญ่ในช่วง High Season

Tip: เพิ่มประสิทธิภาพ Email Marketing โดยวิเคราะห์แคมเปญอีเมลจากช่วงวันหยุดปีก่อน เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับปีปัจจุบัน เช่น วิเคราะห์ว่าวันไหนมีอัตรา Conversion สูงสุด, กลุ่มเป้าหมายใดมี Engagement มากที่สุด และเทคนิคการเขียนข้อความที่ใช้ข้อมูลสนับสนุน เช่น การวาง CTA, การสร้างความเร่งด่วน, และข้อเสนอเฉพาะทาง

Social media marketing

โซเชียลมีเดียช่วยโปรโมตข้อเสนอได้หลากหลาย ตั้งแต่กระตุ้นให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ ไปจนถึงดึงดูดลูกค้าใหม่ โดยแพลตฟอร์มโซเชียลช่วยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

Tip: แทนที่จะทำการตลาดบนทุกแพลตฟอร์ม ให้วิเคราะห์ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณมีแนวโน้มใช้งานแพลตฟอร์มใดมากที่สุด และดูว่าประเภทคอนเทนต์ไหนได้ Engagement สูงสุด

Paid advertising 

แคมเปญโฆษณาแบบชำระเงินช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นด้วยข้อความที่ตรงจุด เช่น การปรับแต่งโฆษณาให้เหมาะกับกลุ่มประชากรเป้าหมาย เช่น โปรโมชั่นตามฤดูกาลสำหรับครอบครัว

Tip: ใช้ eCommerce analytics tool เพื่อวิเคราะห์ว่าโฆษณาแบบใดทำผลงานได้ดีที่สุดจากแคมเปญในซีซั่นก่อน

2. ปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับปริมาณ Traffic สูง

ในช่วง Peak Season, ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามโปรโมชั่น, การเลือกดูสินค้า, การเพิ่มลงตะกร้า, การคืนสินค้า ฯลฯ ซึ่งอาจพุ่งสูงกว่าปกติ

มีการศึกษาพบว่า 57% ของผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์หากใช้เวลาโหลดเกิน 3 วินาที

การปรับแต่งเว็บไซต์ล่วงหน้าก่อนถึงช่วงพีคซีซั่น โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้มือถือ จะช่วยลดปัญหาการละทิ้งตะกร้าสินค้า และมอบประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นให้กับลูกค้า

Tip: วิเคราะห์ช่วงเวลาที่เว็บไซต์ของคุณมี Traffic สูงสุด เนื่องจากมักจะมีรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำในช่วงพีคซีซั่น การตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์อย่างละเอียด (Website Performance Audit) จะช่วยให้คุณเตรียมรับมือกับการพุ่งขึ้นของ Traffic และแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การปรับขนาดรูปภาพให้เหมาะสม, ลดโฆษณา Pop-up ที่รบกวน, และเพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ เพื่อป้องกันการสูญเสียลูกค้าในนาทีสุดท้าย

กลยุทธ์ช่วง Non-promotional Period

แนวโน้มผู้บริโภคในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาชื่นชอบการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับครอบครัวและเพื่อนตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงวันหยุด นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ แบรนด์ eCommerce ในการโปรโมตประสบการณ์นอกเหนือจากช่วงเวลาที่คึกคักที่สุด

ช่วง Off-season หรือ Non-promotional Period เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการฟื้นฟู Brand Awareness ดังนั้น นี่คือ 5 เคล็ดลับ ในการรักษารายได้ให้คงที่ในช่วง Off-season:

1. สร้าง Brand Awareness และ Engagement (TOFU Metrics)

ในช่วง Peak Campaign Season, อาจต้องให้ความสำคัญกับการขายเป็นหลัก จนทำให้การสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ลดลง

ดังนั้น ช่วง Non-promotional Period หรือช่วงที่ยอดขายชะลอตัว จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกลับมาสร้าง Brand Awareness, การมีส่วนร่วมของลูกค้า (Customer Engagement) และกลยุทธ์ Top-of-the-Funnel (TOFU) อื่นๆ เช่น เพิ่มการเข้าถึงบนโซเชียลมีเดียและเพิ่ม Traffic บนเว็บไซต์

กลยุทธ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการ โน้มน้าวพฤติกรรมผู้บริโภค และ เตรียมความพร้อมสำหรับ Campaign Season ในอนาคต

ตัวอย่างเช่น สร้างคอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ และ กระตุ้น Engagement บนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่

2. กระจายสินค้า ทดสอบตลาดใหม่ หรือโฆษณาบนช่องทางที่แตกต่าง เพื่อขยายการเข้าถึง

การ กระจายสินค้า (Diversify Offerings) หรือ ทดสอบตลาดใหม่ (New Market Segments) เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดการพึ่งพาแหล่งรายได้เพียงช่องทางเดียว

ตัวอย่างเช่น แบรนด์ eCommerce ที่ขายเสื้อผ้าตามฤดูกาล เช่น เสื้อกันหนาว อาจเพิ่มสินค้าที่เสริมกัน เช่น เสื้อผ้าสำหรับการเลเยอร์ (Layering Essentials), เครื่องประดับหน้าหนาว หรือ ของตกแต่งบ้าน ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ตลอดทั้งปี

วิธีนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถ รักษาการมีส่วนร่วมของลูกค้า (Customer Engagement) และ รักษายอดขายให้ต่อเนื่องในทุกซีซั่น ลดความเสี่ยงจากรายได้ที่ลดลงในช่วง Off-season

อีกทางเลือกหนึ่งคือ ขยายช่องทางโฆษณา ไปยังแพลตฟอร์มที่อาจไม่ได้ใช้ในช่วง Campaign Season เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มที่เน้นการสนทนา เช่น Reddit หรือ Quora ซึ่งเป็นที่ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณอาจใช้เวลาอยู่

3. การรักษาลูกค้าด้วย Loyalty Program และกลยุทธ์ Personalized Marketing

ฐานลูกค้าประจำเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ SMBs และ Startups การเสนอส่วนลดพิเศษช่วง Off-season และ Loyalty Program ที่ให้รางวัลแก่ลูกค้าประจำในช่วงที่ยอดขายชะลอตัว จะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและสร้างกลยุทธ์การรักษาลูกค้าที่มีประสิทธิภาพตลอดทั้งปี

ตัวอย่างเช่น การสร้าง Loyalty Program ที่ให้คะแนนสะสมจากทุกการซื้อ และสามารถนำมาแลกของรางวัล หรือการเสนอของแถมสำหรับลูกค้าที่ซื้อซ้ำต่อเนื่อง

กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalized เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า ลูกค้าชื่นชอบประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และตรงกับความต้องการของพวกเขา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ธุรกิจต้องวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต เช่น พฤติกรรมการซื้อออนไลน์ ความสนใจ และความชอบของลูกค้า

ตัวอย่างเช่น การเสนอส่วนลดพิเศษเฉพาะบุคคลในช่วง Non-promotional Season โดยอ้างอิงจากสินค้าที่ลูกค้าเคยดู หรือสินค้าที่ถูกเพิ่มลงในตะกร้าแต่ถูกละทิ้ง

กลยุทธ์โปรโมชั่น - Limited-time, Bundle Deals, Free Shipping

4. Strategic Promotions มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อของลูกค้าโดยสร้างแรงจูงใจทางจิตวิทยา

การใช้ช่วง Non-campaign Season เป็นโอกาสในการสร้างความเร่งด่วนในการตัดสินใจซื้อ ด้วยดีลพิเศษสำหรับสินค้าที่ลูกค้าสนใจมากที่สุด หรือสินค้าที่ขายดี

ตัวอย่างเช่น การเสนอ Limited-time Deals เช่น ซื้อ 2 แถม 1 ส่วนลด Early Bird สำหรับการซื้อล่วงหน้า หรือ Bundle Deals ที่เป็นการขายสินค้าเป็นชุดเพื่อเพิ่มมูลค่าต่อออเดอร์

การจัดโปรส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำสำหรับวันพิเศษ เช่น จัดโปรโมชั่นส่งฟรีในช่วงกลางสัปดาห์ที่ยอดขายต่ำก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย

การใช้กลยุทธ์ Bundled Deals ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นโอกาสให้ลูกค้าได้ลองใช้สินค้าที่พวกเขาอาจไม่ได้พิจารณามาก่อน ขณะที่ Free Shipping ช่วยเพิ่มความพึงพอใจและกระตุ้นการสั่งซื้อทันที

สรุป

ช่วง Non-campaign Season เป็นโอกาสสำคัญในการสร้าง Brand Awareness และขยายธุรกิจ แต่หลายธุรกิจ eCommerce มักให้ความสำคัญกับช่วง Campaign Season ที่เน้นการลดราคาและโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายเป็นหลัก

แม้ว่ากลยุทธ์ส่งเสริมการขายจะช่วยเพิ่มยอดขายแบบเร่งด่วน แต่หากละเลยช่วง Non-promotional Season อาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้าง Customer Loyalty และรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว

การใช้ กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) และให้ความสำคัญกับลูกค้า (Customer-centric) จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนทั้งช่วง Campaign และ Non-campaign ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ให้ข้อมูลเป็นตัวนำทางในการตัดสินใจทำแคมเปญ ด้วยโซลูชันจาก Graas - ทดลองใช้ Graas ฟรี 30 วัน!

เริ่มต้นใช้งาน Graas AI Agents
ติดต่อเรา

บทความล่าสุด

From Questions to Charts: Writing Better Prompts for eCommerce Reporting

อ่านบทความ

Interpreting ROAS drops in Meta, Google, and Marketplaces

อ่านบทความ

Practical AI Prompts for Analyzing eCommerce Data

อ่านบทความ

AI Prompts to Analyze CNY and Raya/Ramadan eCommerce Performance

อ่านบทความ

แบรนด์อีคอมเมิร์ซยอดนิยมเติบโตอย่างไรแม้จะไม่มีกิจกรรมขายมากมายบน Amazon, Flipkart, Myntra และ D2C

อ่านบทความ

ยอดขายสูงสุดในช่วงเทศกาลสำคัญมักเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแคมเปญ

อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นเพียงช่วงพีคของยอดขาย อาจทำให้แบรนด์พลาดโอกาสสำคัญในการวางรากฐานในช่วง Non-campaign Season และสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี

การพัฒนา กลยุทธ์การตลาด สำหรับทั้งช่วงแคมเปญและ Non-campaign Season เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ธุรกิจยังคงมีกำไร

ในบล็อกนี้ คุณจะได้สำรวจความสำคัญของการมีกลยุทธ์การตลาดทั้งในช่วงพีคและช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลแคมเปญ รวมถึงองค์ประกอบสำคัญที่ควรมี

กลยุทธ์ช่วง Campaign Season 

ผู้บริโภคมีแนวโน้มตอบรับแคมเปญโปรโมชั่นมากขึ้นในช่วงวันหยุดและฤดูกาลพีค การปรับ กลยุทธ์การตลาด และความพยายามทางโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับแนวโน้มตามฤดูกาลช่วยเพิ่มยอดขายและการมีส่วนร่วม

นี่คือ 2 ขั้นตอนที่ช่วยให้ช่วง Campaign Season ทำกำไรได้มากขึ้น:

1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดให้สูงสุด

การใช้โอกาสจากวันหยุดและอีเวนต์พิเศษหมายถึงการสร้างแคมเปญที่ตรงเป้าหมายสูง (Hyper-targeted) เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มตอบรับข้อความทางการตลาดของคุณมากขึ้น

สามช่องทางการตลาดสำคัญที่ช่วยยกระดับการตลาดช่วงพีคซีซั่น ได้แก่:

Email marketing 

อีเมลเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหญ่ในช่วง High Season

Tip: เพิ่มประสิทธิภาพ Email Marketing โดยวิเคราะห์แคมเปญอีเมลจากช่วงวันหยุดปีก่อน เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับปีปัจจุบัน เช่น วิเคราะห์ว่าวันไหนมีอัตรา Conversion สูงสุด, กลุ่มเป้าหมายใดมี Engagement มากที่สุด และเทคนิคการเขียนข้อความที่ใช้ข้อมูลสนับสนุน เช่น การวาง CTA, การสร้างความเร่งด่วน, และข้อเสนอเฉพาะทาง

Social media marketing

โซเชียลมีเดียช่วยโปรโมตข้อเสนอได้หลากหลาย ตั้งแต่กระตุ้นให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ ไปจนถึงดึงดูดลูกค้าใหม่ โดยแพลตฟอร์มโซเชียลช่วยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

Tip: แทนที่จะทำการตลาดบนทุกแพลตฟอร์ม ให้วิเคราะห์ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณมีแนวโน้มใช้งานแพลตฟอร์มใดมากที่สุด และดูว่าประเภทคอนเทนต์ไหนได้ Engagement สูงสุด

Paid advertising 

แคมเปญโฆษณาแบบชำระเงินช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นด้วยข้อความที่ตรงจุด เช่น การปรับแต่งโฆษณาให้เหมาะกับกลุ่มประชากรเป้าหมาย เช่น โปรโมชั่นตามฤดูกาลสำหรับครอบครัว

Tip: ใช้ eCommerce analytics tool เพื่อวิเคราะห์ว่าโฆษณาแบบใดทำผลงานได้ดีที่สุดจากแคมเปญในซีซั่นก่อน

2. ปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับปริมาณ Traffic สูง

ในช่วง Peak Season, ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามโปรโมชั่น, การเลือกดูสินค้า, การเพิ่มลงตะกร้า, การคืนสินค้า ฯลฯ ซึ่งอาจพุ่งสูงกว่าปกติ

มีการศึกษาพบว่า 57% ของผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์หากใช้เวลาโหลดเกิน 3 วินาที

การปรับแต่งเว็บไซต์ล่วงหน้าก่อนถึงช่วงพีคซีซั่น โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้มือถือ จะช่วยลดปัญหาการละทิ้งตะกร้าสินค้า และมอบประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นให้กับลูกค้า

Tip: วิเคราะห์ช่วงเวลาที่เว็บไซต์ของคุณมี Traffic สูงสุด เนื่องจากมักจะมีรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำในช่วงพีคซีซั่น การตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์อย่างละเอียด (Website Performance Audit) จะช่วยให้คุณเตรียมรับมือกับการพุ่งขึ้นของ Traffic และแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การปรับขนาดรูปภาพให้เหมาะสม, ลดโฆษณา Pop-up ที่รบกวน, และเพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ เพื่อป้องกันการสูญเสียลูกค้าในนาทีสุดท้าย

กลยุทธ์ช่วง Non-promotional Period

แนวโน้มผู้บริโภคในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาชื่นชอบการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับครอบครัวและเพื่อนตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงวันหยุด นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ แบรนด์ eCommerce ในการโปรโมตประสบการณ์นอกเหนือจากช่วงเวลาที่คึกคักที่สุด

ช่วง Off-season หรือ Non-promotional Period เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการฟื้นฟู Brand Awareness ดังนั้น นี่คือ 5 เคล็ดลับ ในการรักษารายได้ให้คงที่ในช่วง Off-season:

1. สร้าง Brand Awareness และ Engagement (TOFU Metrics)

ในช่วง Peak Campaign Season, อาจต้องให้ความสำคัญกับการขายเป็นหลัก จนทำให้การสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ลดลง

ดังนั้น ช่วง Non-promotional Period หรือช่วงที่ยอดขายชะลอตัว จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกลับมาสร้าง Brand Awareness, การมีส่วนร่วมของลูกค้า (Customer Engagement) และกลยุทธ์ Top-of-the-Funnel (TOFU) อื่นๆ เช่น เพิ่มการเข้าถึงบนโซเชียลมีเดียและเพิ่ม Traffic บนเว็บไซต์

กลยุทธ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการ โน้มน้าวพฤติกรรมผู้บริโภค และ เตรียมความพร้อมสำหรับ Campaign Season ในอนาคต

ตัวอย่างเช่น สร้างคอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ และ กระตุ้น Engagement บนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่

2. กระจายสินค้า ทดสอบตลาดใหม่ หรือโฆษณาบนช่องทางที่แตกต่าง เพื่อขยายการเข้าถึง

การ กระจายสินค้า (Diversify Offerings) หรือ ทดสอบตลาดใหม่ (New Market Segments) เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดการพึ่งพาแหล่งรายได้เพียงช่องทางเดียว

ตัวอย่างเช่น แบรนด์ eCommerce ที่ขายเสื้อผ้าตามฤดูกาล เช่น เสื้อกันหนาว อาจเพิ่มสินค้าที่เสริมกัน เช่น เสื้อผ้าสำหรับการเลเยอร์ (Layering Essentials), เครื่องประดับหน้าหนาว หรือ ของตกแต่งบ้าน ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ตลอดทั้งปี

วิธีนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถ รักษาการมีส่วนร่วมของลูกค้า (Customer Engagement) และ รักษายอดขายให้ต่อเนื่องในทุกซีซั่น ลดความเสี่ยงจากรายได้ที่ลดลงในช่วง Off-season

อีกทางเลือกหนึ่งคือ ขยายช่องทางโฆษณา ไปยังแพลตฟอร์มที่อาจไม่ได้ใช้ในช่วง Campaign Season เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มที่เน้นการสนทนา เช่น Reddit หรือ Quora ซึ่งเป็นที่ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณอาจใช้เวลาอยู่

3. การรักษาลูกค้าด้วย Loyalty Program และกลยุทธ์ Personalized Marketing

ฐานลูกค้าประจำเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ SMBs และ Startups การเสนอส่วนลดพิเศษช่วง Off-season และ Loyalty Program ที่ให้รางวัลแก่ลูกค้าประจำในช่วงที่ยอดขายชะลอตัว จะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและสร้างกลยุทธ์การรักษาลูกค้าที่มีประสิทธิภาพตลอดทั้งปี

ตัวอย่างเช่น การสร้าง Loyalty Program ที่ให้คะแนนสะสมจากทุกการซื้อ และสามารถนำมาแลกของรางวัล หรือการเสนอของแถมสำหรับลูกค้าที่ซื้อซ้ำต่อเนื่อง

กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalized เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า ลูกค้าชื่นชอบประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และตรงกับความต้องการของพวกเขา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ธุรกิจต้องวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต เช่น พฤติกรรมการซื้อออนไลน์ ความสนใจ และความชอบของลูกค้า

ตัวอย่างเช่น การเสนอส่วนลดพิเศษเฉพาะบุคคลในช่วง Non-promotional Season โดยอ้างอิงจากสินค้าที่ลูกค้าเคยดู หรือสินค้าที่ถูกเพิ่มลงในตะกร้าแต่ถูกละทิ้ง

กลยุทธ์โปรโมชั่น - Limited-time, Bundle Deals, Free Shipping

4. Strategic Promotions มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อของลูกค้าโดยสร้างแรงจูงใจทางจิตวิทยา

การใช้ช่วง Non-campaign Season เป็นโอกาสในการสร้างความเร่งด่วนในการตัดสินใจซื้อ ด้วยดีลพิเศษสำหรับสินค้าที่ลูกค้าสนใจมากที่สุด หรือสินค้าที่ขายดี

ตัวอย่างเช่น การเสนอ Limited-time Deals เช่น ซื้อ 2 แถม 1 ส่วนลด Early Bird สำหรับการซื้อล่วงหน้า หรือ Bundle Deals ที่เป็นการขายสินค้าเป็นชุดเพื่อเพิ่มมูลค่าต่อออเดอร์

การจัดโปรส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำสำหรับวันพิเศษ เช่น จัดโปรโมชั่นส่งฟรีในช่วงกลางสัปดาห์ที่ยอดขายต่ำก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย

การใช้กลยุทธ์ Bundled Deals ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นโอกาสให้ลูกค้าได้ลองใช้สินค้าที่พวกเขาอาจไม่ได้พิจารณามาก่อน ขณะที่ Free Shipping ช่วยเพิ่มความพึงพอใจและกระตุ้นการสั่งซื้อทันที

สรุป

ช่วง Non-campaign Season เป็นโอกาสสำคัญในการสร้าง Brand Awareness และขยายธุรกิจ แต่หลายธุรกิจ eCommerce มักให้ความสำคัญกับช่วง Campaign Season ที่เน้นการลดราคาและโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายเป็นหลัก

แม้ว่ากลยุทธ์ส่งเสริมการขายจะช่วยเพิ่มยอดขายแบบเร่งด่วน แต่หากละเลยช่วง Non-promotional Season อาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้าง Customer Loyalty และรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว

การใช้ กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) และให้ความสำคัญกับลูกค้า (Customer-centric) จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนทั้งช่วง Campaign และ Non-campaign ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ให้ข้อมูลเป็นตัวนำทางในการตัดสินใจทำแคมเปญ ด้วยโซลูชันจาก Graas - ทดลองใช้ Graas ฟรี 30 วัน!