สร้างแผนกลยุทธ์สำหรับเว็บไซต์ eCommerce ด้วย Predictive Analytics

November 27, 2024

Graas

ในปี 2024 ภูมิทัศน์ eCommerce มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยร้านค้าออนไลน์มากกว่า 26.6 ล้านร้าน ที่แข่งขันเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค และยอดขายออนไลน์ทั่วโลกที่คาดการณ์ว่าจะทะลุ 10 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2027 การแข่งขันนั้นรุนแรงและต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจที่ต้องการส่วนแบ่งในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ การมีเพียงแค่สถานะออนไลน์นั้นยังไม่เพียงพอ กุญแจสำคัญอยู่ที่การโดดเด่นด้วยกลยุทธ์ที่ไม่เพียงแค่ดึงดูดลูกค้า แต่ยังสามารถแปลงลูกค้าให้เกิดยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บล็อกนี้จะนำคุณผ่านขั้นตอนการสร้างโรดแมปที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสำหรับเว็บไซต์ eCommerce ของคุณด้วย Predictive Analytics ซึ่งช่วยให้คุณคาดการณ์แนวโน้ม ปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

แผนกลยุทธ์สำหรับเว็บไซต์ eCommerce

นี่คือกรอบการทำงานโดยละเอียดเพื่อวางกลยุทธ์ให้เว็บไซต์ eCommerce ของคุณเติบโตในระยะยาว:

เดือนที่ 1: วางรากฐานและกำหนดเป้าหมายทางธุรกิ

1. กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ

เว็บไซต์ eCommerce จำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อความยั่งยืน แผนธุรกิจที่กำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัทจะช่วยให้แบรนด์ของคุณมีโฟกัสที่ชัดเจนและเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ การออกแบบ และการตลาดในอนาคต

เพิ่มความรับผิดชอบและการติดตามผลด้วยการกำหนด KPI ที่วัดผลได้ให้กับแต่ละเป้าหมาย 

ตัวอย่างเป้าหมาย:

  • การสร้างการรับรู้แบรนด์: ทำให้ร้าน eCommerce ของคุณกลายเป็นคู่แข่งหลักและแหล่งที่เชื่อถือได้ในอุตสาหกรรม
  • การเปิดเผยในตลาด: ทำให้เว็บไซต์ปรากฏต่อเป้าหมายกลุ่มใหญ่
  • การสร้างทราฟฟิก: ดึงดูดทราฟฟิกที่มีคุณภาพ
  • การได้มาซึ่งลีด: สร้างและดึงดูดลีดที่สนใจในสินค้าของคุณ
  • การแปลงยอดขาย: เปลี่ยนผู้มุ่งหวังให้กลายเป็นลูกค้าที่ภักดี

2. การวิจัยตลาดและวิเคราะห์คู่แข่ง

การวิจัยตลาดเป้าหมายและคู่แข่งประกอบด้วย:

  • การระบุคู่แข่ง: ใครคือคู่แข่ง ราคาในช่วงใด กลยุทธ์การตลาดของพวกเขาคืออะไร
  • การระบุแนวโน้มในอุตสาหกรรม: สังเกตแนวโน้มสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น การใช้ AI และแชทบอทสำหรับการช้อปปิ้ง การค้นหาด้วยเสียง การแสดงภาพสินค้า เป็นต้น
  • การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ: สำรวจและวิเคราะห์ความชอบและรูปแบบการช้อปปิ้งของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ช่วงเวลาช้อปปิ้งสูงสุด และหมวดหมู่สินค้าที่ซื้อบ่อยที่สุด

การวิจัยด้วยตนเองอาจดูยุ่งยากและใช้เวลานาน แต่คุณสามารถเปลี่ยนไปใช้ เครื่องมือ Predictive Analytics เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างแม่นยำ

3. การพัฒนา Customer Persona

รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายและแบ่งกลุ่มผู้ชม

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากแคมเปญอีเมลสามารถใช้วิเคราะห์ว่า Call to Action แบบใดที่มีแนวโน้มจะดึงดูดความสนใจของกลุ่มประชากรเป้าหมายเฉพาะได้มากที่สุด

ใช้ Predictive Analytics เพื่อการแบ่งกลุ่มที่แม่นยำยิ่งขึ้น โดยอิงจากพฤติกรรมการซื้อ ความชอบ รูปแบบการมีส่วนร่วม และข้อมูลประชากรของลูกค้า

เดือนที่ 2: การวิเคราะห์ช่องทางและวัตถุประสงค์

ใช้เดือนนี้เพื่อทดสอบช่องทางการตลาดต่างๆ คัดเลือกช่องทางที่เหมาะสมที่สุด และทดสอบเนื้อหาและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าในข้อเสนอที่มีอยู่

1. การประเมินประสิทธิภาพของช่องทาง

ช่องทางการตลาดทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างแบรนด์ของคุณกับกลุ่มเป้าหมาย คุณต้องเลือกใช้ช่องทางอย่างรอบคอบเพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้สูงสุด

แม้ว่าจะมีช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมมากมายสำหรับ eCommerce แต่ก็อาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณเสมอไป

ตัวอย่างเช่น บางแบรนด์ทำผลงานได้ดีบนโซเชียลมีเดีย ในขณะที่แบรนด์อื่นอาจประสบความสำเร็จผ่านการทำการตลาดทางอีเมล

ดังนั้น ทดสอบช่องทางหลักที่คุณใช้เพื่อดูการไหลเข้าของทราฟฟิกและอัตราการแปลง Predictive Analytics สามารถให้ภาพรวมที่ครอบคลุมของประสิทธิภาพการตลาดแบบรายช่องทาง และระบุช่องทางที่มีโอกาสสร้าง ROI ที่ดีที่สุดให้คุณได้ เช่นเดียวกับข้อมูลที่ได้จาก Graas’ Marketing Analytics:

2. การทดลองโดยใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน

แบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมีแนวโน้มที่จะได้รับ ROI สูงขึ้น 5 ถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับแบรนด์ที่ไม่ใช้

การทดลองกับข้อมูลจริงจะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมผ่านแคมเปญที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลและมีความแม่นยำสูง

ในเดือนนี้ คุณสามารถทดลอง A/B หลายรายการเพื่อปรับปรุงเนื้อหาเว็บไซต์ปัจจุบัน ข้อความ และกลยุทธ์ส่งเสริมการขายของคุณ

หากยังไม่แน่ใจ ให้ใช้ Predictive Analytics เพื่อระบุรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ชัดเจนและคาดการณ์แนวโน้มการซื้อเพื่อเตรียมพร้อมได้ดียิ่งขึ้น เช่น การถอดรหัสจุดราคาที่เหมาะสม ฤดูกาลขายสูงสุด CTA ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด เป็นต้น

เดือนที่ 3-5: เพิ่มค่าเฉลี่ยมูลค่าการสั่งซื้อ (AOV)

ในช่วงสามเดือนต่อไปนี้ คุณสามารถใช้เพื่อเสริมสร้างกลยุทธ์การจับคู่สินค้า การเพิ่มยอดขาย และการปรับราคาสินค้าเพื่อเพิ่มค่าเฉลี่ยมูลค่าการสั่งซื้อ

1. ใช้กลยุทธ์การจับคู่สินค้าและการเพิ่มยอดขาย

Predictive Analytics สามารถช่วยกำหนดคู่สินค้าและชุดสินค้าที่เหมาะสมที่สุด การสร้างชุดสินค้าที่มีกลยุทธ์จะช่วยกระตุ้น AOV ให้สูงขึ้นและเพิ่มการขายสินค้าคงคลัง

ตัวอย่างเช่น Predictive Analytics คาดการณ์ถึงการเพิ่มขึ้นของการซื้อสินค้าสองชิ้นหรือมากกว่าที่เสริมกัน เช่น อาหารเสริมกับนาฬิกาสำหรับกีฬาในช่วงวันหยุดปีใหม่สำหรับแบรนด์สุขภาพ 

2. คำแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคล

คำแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคลช่วยแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าตามประวัติการซื้อ การแบ่งกลุ่มลูกค้า และประวัติการเรียกดู

Predictive Analytics ที่ผสานเข้ากับระบบแนะนำสินค้า สามารถช่วยยกระดับ AOV ได้อย่างยอดเยี่ยม

ตัวอย่าง:

  • เพิ่มยอดขายข้ามสินค้าโดยการแนะนำสินค้าที่เสริมกัน
  • แนะนำสินค้าทดแทนโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ค้นหาสินค้าที่ต้องการแต่ไม่พบ
  • แนะนำชุดสินค้าในระหว่างการชำระเงินโดยอ้างอิงตามแนวโน้มตามฤดูกาล

3. การปรับกลยุทธ์ด้านราคา 

การปรับราคาควรอิงจากข้อมูลจริงมากกว่าการคาดเดา และ Predictive Analytics สามารถช่วยปรับกลยุทธ์ด้านราคาของคุณตามรูปแบบข้อมูลในอดีต

ตัวอย่างเช่น สามารถวิเคราะห์ความไวของลูกค้าต่อสินค้าที่ลดราคา เช่น โอกาสในการซื้อสินค้าหรูเมื่อมีการลดราคาช่วง Flash Sale ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายได้

เดือนที่ 6 เป็นต้นไป: การรักษาลูกค้าและความภักดี

ลูกค้าที่ซื้อซ้ำมีการใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าใหม่ถึง 67%

ดังนั้น ช่วงสุดท้ายของโร้ดแมปในการสร้างเว็บไซต์ eCommerce ของคุณควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มรายได้ที่เกิดซ้ำ

1. สร้างโปรแกรมความภักดี

โปรแกรมความภักดี เช่น การให้สิ่งจูงใจสำหรับการซื้อซ้ำ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์และให้รางวัลแก่ลูกค้า โปรแกรมเหล่านี้กระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกครั้ง เพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (CLV) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดรายได้ที่สำคัญสำหรับ eCommerce

ข้อมูลเชิงลึกจากเครื่องมือวิเคราะห์ช่วยให้คุณระบุลูกค้าที่มีมูลค่าสูงและลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ เพื่อคุณจะได้มอบสิทธิประโยชน์ความภักดีที่ปรับให้เหมาะสมกับลูกค้าเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ

2. ส่วนลดเฉพาะสมาชิกและการเข้าถึงล่วงหน้า

ลูกค้าชื่นชอบความพิเศษ การสร้างส่วนลดเฉพาะสมาชิกและการเข้าถึงล่วงหน้าใน Flash Sale หรือการเปิดตัวสินค้าใหม่ ไม่เพียงแต่ช่วยให้รางวัลแก่ลูกค้าที่ภักดี แต่ยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและยอดขายอีกด้วย

รายงานความภักดีของลูกค้าในปี 2024 ระบุว่า 71% ของลูกค้ามีความภักดีและมีความผูกพันทางอารมณ์กับแบรนด์ที่มอบข้อเสนอพิเศษ

3. ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์

รูปแบบการซื้อ ความชอบของผู้ใช้ และสภาวะตลาดมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการสร้างเว็บไซต์ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมจึงเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่อง

คุณต้องเฝ้าติดตามและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดบนเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง โดยอิงจากรายงานการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ที่แม่นยำ

การสูญเสียลูกค้า (Customer Churn) และการลดลงของมูลค่าการสั่งซื้อเป็นความกังวลหลักในหมู่บริษัท eCommerce ลดปัญหาเหล่านี้โดยการปรับกลยุทธ์ด้านความภักดีและการตลาดผ่านข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์

สรุป

ประสิทธิภาพของ eCommerce ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งประสบการณ์ให้เหมาะสมกับลูกค้าอย่างมาก

ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ eCommerce แบบครบวงจรอย่าง Graas ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า การวิเคราะห์แยกตามช่องทาง แนวโน้มที่คาดการณ์ไว้ และอื่น ๆ พร้อมให้คุณวิเคราะห์ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละราย

ค้นพบศักยภาพสูงสุดของธุรกิจ eCommerce ของคุณด้วยการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ — สมัครใช้งานฟรีวันนี้!

เริ่มต้นใช้งาน Graas AI Agents
ติดต่อเรา

บทความล่าสุด

From Questions to Charts: Writing Better Prompts for eCommerce Reporting

อ่านบทความ

Interpreting ROAS drops in Meta, Google, and Marketplaces

อ่านบทความ

Practical AI Prompts for Analyzing eCommerce Data

อ่านบทความ

AI Prompts to Analyze CNY and Raya/Ramadan eCommerce Performance

อ่านบทความ

แบรนด์อีคอมเมิร์ซยอดนิยมเติบโตอย่างไรแม้จะไม่มีกิจกรรมขายมากมายบน Amazon, Flipkart, Myntra และ D2C

อ่านบทความ

ในปี 2024 ภูมิทัศน์ eCommerce มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยร้านค้าออนไลน์มากกว่า 26.6 ล้านร้าน ที่แข่งขันเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค และยอดขายออนไลน์ทั่วโลกที่คาดการณ์ว่าจะทะลุ 10 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2027 การแข่งขันนั้นรุนแรงและต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจที่ต้องการส่วนแบ่งในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ การมีเพียงแค่สถานะออนไลน์นั้นยังไม่เพียงพอ กุญแจสำคัญอยู่ที่การโดดเด่นด้วยกลยุทธ์ที่ไม่เพียงแค่ดึงดูดลูกค้า แต่ยังสามารถแปลงลูกค้าให้เกิดยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บล็อกนี้จะนำคุณผ่านขั้นตอนการสร้างโรดแมปที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสำหรับเว็บไซต์ eCommerce ของคุณด้วย Predictive Analytics ซึ่งช่วยให้คุณคาดการณ์แนวโน้ม ปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

แผนกลยุทธ์สำหรับเว็บไซต์ eCommerce

นี่คือกรอบการทำงานโดยละเอียดเพื่อวางกลยุทธ์ให้เว็บไซต์ eCommerce ของคุณเติบโตในระยะยาว:

เดือนที่ 1: วางรากฐานและกำหนดเป้าหมายทางธุรกิ

1. กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ

เว็บไซต์ eCommerce จำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อความยั่งยืน แผนธุรกิจที่กำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัทจะช่วยให้แบรนด์ของคุณมีโฟกัสที่ชัดเจนและเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ การออกแบบ และการตลาดในอนาคต

เพิ่มความรับผิดชอบและการติดตามผลด้วยการกำหนด KPI ที่วัดผลได้ให้กับแต่ละเป้าหมาย 

ตัวอย่างเป้าหมาย:

  • การสร้างการรับรู้แบรนด์: ทำให้ร้าน eCommerce ของคุณกลายเป็นคู่แข่งหลักและแหล่งที่เชื่อถือได้ในอุตสาหกรรม
  • การเปิดเผยในตลาด: ทำให้เว็บไซต์ปรากฏต่อเป้าหมายกลุ่มใหญ่
  • การสร้างทราฟฟิก: ดึงดูดทราฟฟิกที่มีคุณภาพ
  • การได้มาซึ่งลีด: สร้างและดึงดูดลีดที่สนใจในสินค้าของคุณ
  • การแปลงยอดขาย: เปลี่ยนผู้มุ่งหวังให้กลายเป็นลูกค้าที่ภักดี

2. การวิจัยตลาดและวิเคราะห์คู่แข่ง

การวิจัยตลาดเป้าหมายและคู่แข่งประกอบด้วย:

  • การระบุคู่แข่ง: ใครคือคู่แข่ง ราคาในช่วงใด กลยุทธ์การตลาดของพวกเขาคืออะไร
  • การระบุแนวโน้มในอุตสาหกรรม: สังเกตแนวโน้มสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น การใช้ AI และแชทบอทสำหรับการช้อปปิ้ง การค้นหาด้วยเสียง การแสดงภาพสินค้า เป็นต้น
  • การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ: สำรวจและวิเคราะห์ความชอบและรูปแบบการช้อปปิ้งของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ช่วงเวลาช้อปปิ้งสูงสุด และหมวดหมู่สินค้าที่ซื้อบ่อยที่สุด

การวิจัยด้วยตนเองอาจดูยุ่งยากและใช้เวลานาน แต่คุณสามารถเปลี่ยนไปใช้ เครื่องมือ Predictive Analytics เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างแม่นยำ

3. การพัฒนา Customer Persona

รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายและแบ่งกลุ่มผู้ชม

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากแคมเปญอีเมลสามารถใช้วิเคราะห์ว่า Call to Action แบบใดที่มีแนวโน้มจะดึงดูดความสนใจของกลุ่มประชากรเป้าหมายเฉพาะได้มากที่สุด

ใช้ Predictive Analytics เพื่อการแบ่งกลุ่มที่แม่นยำยิ่งขึ้น โดยอิงจากพฤติกรรมการซื้อ ความชอบ รูปแบบการมีส่วนร่วม และข้อมูลประชากรของลูกค้า

เดือนที่ 2: การวิเคราะห์ช่องทางและวัตถุประสงค์

ใช้เดือนนี้เพื่อทดสอบช่องทางการตลาดต่างๆ คัดเลือกช่องทางที่เหมาะสมที่สุด และทดสอบเนื้อหาและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าในข้อเสนอที่มีอยู่

1. การประเมินประสิทธิภาพของช่องทาง

ช่องทางการตลาดทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างแบรนด์ของคุณกับกลุ่มเป้าหมาย คุณต้องเลือกใช้ช่องทางอย่างรอบคอบเพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้สูงสุด

แม้ว่าจะมีช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมมากมายสำหรับ eCommerce แต่ก็อาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณเสมอไป

ตัวอย่างเช่น บางแบรนด์ทำผลงานได้ดีบนโซเชียลมีเดีย ในขณะที่แบรนด์อื่นอาจประสบความสำเร็จผ่านการทำการตลาดทางอีเมล

ดังนั้น ทดสอบช่องทางหลักที่คุณใช้เพื่อดูการไหลเข้าของทราฟฟิกและอัตราการแปลง Predictive Analytics สามารถให้ภาพรวมที่ครอบคลุมของประสิทธิภาพการตลาดแบบรายช่องทาง และระบุช่องทางที่มีโอกาสสร้าง ROI ที่ดีที่สุดให้คุณได้ เช่นเดียวกับข้อมูลที่ได้จาก Graas’ Marketing Analytics:

2. การทดลองโดยใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน

แบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมีแนวโน้มที่จะได้รับ ROI สูงขึ้น 5 ถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับแบรนด์ที่ไม่ใช้

การทดลองกับข้อมูลจริงจะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมผ่านแคมเปญที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลและมีความแม่นยำสูง

ในเดือนนี้ คุณสามารถทดลอง A/B หลายรายการเพื่อปรับปรุงเนื้อหาเว็บไซต์ปัจจุบัน ข้อความ และกลยุทธ์ส่งเสริมการขายของคุณ

หากยังไม่แน่ใจ ให้ใช้ Predictive Analytics เพื่อระบุรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ชัดเจนและคาดการณ์แนวโน้มการซื้อเพื่อเตรียมพร้อมได้ดียิ่งขึ้น เช่น การถอดรหัสจุดราคาที่เหมาะสม ฤดูกาลขายสูงสุด CTA ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด เป็นต้น

เดือนที่ 3-5: เพิ่มค่าเฉลี่ยมูลค่าการสั่งซื้อ (AOV)

ในช่วงสามเดือนต่อไปนี้ คุณสามารถใช้เพื่อเสริมสร้างกลยุทธ์การจับคู่สินค้า การเพิ่มยอดขาย และการปรับราคาสินค้าเพื่อเพิ่มค่าเฉลี่ยมูลค่าการสั่งซื้อ

1. ใช้กลยุทธ์การจับคู่สินค้าและการเพิ่มยอดขาย

Predictive Analytics สามารถช่วยกำหนดคู่สินค้าและชุดสินค้าที่เหมาะสมที่สุด การสร้างชุดสินค้าที่มีกลยุทธ์จะช่วยกระตุ้น AOV ให้สูงขึ้นและเพิ่มการขายสินค้าคงคลัง

ตัวอย่างเช่น Predictive Analytics คาดการณ์ถึงการเพิ่มขึ้นของการซื้อสินค้าสองชิ้นหรือมากกว่าที่เสริมกัน เช่น อาหารเสริมกับนาฬิกาสำหรับกีฬาในช่วงวันหยุดปีใหม่สำหรับแบรนด์สุขภาพ 

2. คำแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคล

คำแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคลช่วยแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าตามประวัติการซื้อ การแบ่งกลุ่มลูกค้า และประวัติการเรียกดู

Predictive Analytics ที่ผสานเข้ากับระบบแนะนำสินค้า สามารถช่วยยกระดับ AOV ได้อย่างยอดเยี่ยม

ตัวอย่าง:

  • เพิ่มยอดขายข้ามสินค้าโดยการแนะนำสินค้าที่เสริมกัน
  • แนะนำสินค้าทดแทนโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ค้นหาสินค้าที่ต้องการแต่ไม่พบ
  • แนะนำชุดสินค้าในระหว่างการชำระเงินโดยอ้างอิงตามแนวโน้มตามฤดูกาล

3. การปรับกลยุทธ์ด้านราคา 

การปรับราคาควรอิงจากข้อมูลจริงมากกว่าการคาดเดา และ Predictive Analytics สามารถช่วยปรับกลยุทธ์ด้านราคาของคุณตามรูปแบบข้อมูลในอดีต

ตัวอย่างเช่น สามารถวิเคราะห์ความไวของลูกค้าต่อสินค้าที่ลดราคา เช่น โอกาสในการซื้อสินค้าหรูเมื่อมีการลดราคาช่วง Flash Sale ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายได้

เดือนที่ 6 เป็นต้นไป: การรักษาลูกค้าและความภักดี

ลูกค้าที่ซื้อซ้ำมีการใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าใหม่ถึง 67%

ดังนั้น ช่วงสุดท้ายของโร้ดแมปในการสร้างเว็บไซต์ eCommerce ของคุณควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มรายได้ที่เกิดซ้ำ

1. สร้างโปรแกรมความภักดี

โปรแกรมความภักดี เช่น การให้สิ่งจูงใจสำหรับการซื้อซ้ำ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์และให้รางวัลแก่ลูกค้า โปรแกรมเหล่านี้กระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกครั้ง เพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (CLV) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดรายได้ที่สำคัญสำหรับ eCommerce

ข้อมูลเชิงลึกจากเครื่องมือวิเคราะห์ช่วยให้คุณระบุลูกค้าที่มีมูลค่าสูงและลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ เพื่อคุณจะได้มอบสิทธิประโยชน์ความภักดีที่ปรับให้เหมาะสมกับลูกค้าเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ

2. ส่วนลดเฉพาะสมาชิกและการเข้าถึงล่วงหน้า

ลูกค้าชื่นชอบความพิเศษ การสร้างส่วนลดเฉพาะสมาชิกและการเข้าถึงล่วงหน้าใน Flash Sale หรือการเปิดตัวสินค้าใหม่ ไม่เพียงแต่ช่วยให้รางวัลแก่ลูกค้าที่ภักดี แต่ยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและยอดขายอีกด้วย

รายงานความภักดีของลูกค้าในปี 2024 ระบุว่า 71% ของลูกค้ามีความภักดีและมีความผูกพันทางอารมณ์กับแบรนด์ที่มอบข้อเสนอพิเศษ

3. ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์

รูปแบบการซื้อ ความชอบของผู้ใช้ และสภาวะตลาดมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการสร้างเว็บไซต์ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมจึงเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่อง

คุณต้องเฝ้าติดตามและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดบนเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง โดยอิงจากรายงานการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ที่แม่นยำ

การสูญเสียลูกค้า (Customer Churn) และการลดลงของมูลค่าการสั่งซื้อเป็นความกังวลหลักในหมู่บริษัท eCommerce ลดปัญหาเหล่านี้โดยการปรับกลยุทธ์ด้านความภักดีและการตลาดผ่านข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์

สรุป

ประสิทธิภาพของ eCommerce ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งประสบการณ์ให้เหมาะสมกับลูกค้าอย่างมาก

ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ eCommerce แบบครบวงจรอย่าง Graas ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า การวิเคราะห์แยกตามช่องทาง แนวโน้มที่คาดการณ์ไว้ และอื่น ๆ พร้อมให้คุณวิเคราะห์ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละราย

ค้นพบศักยภาพสูงสุดของธุรกิจ eCommerce ของคุณด้วยการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ — สมัครใช้งานฟรีวันนี้!